หนังสือเล่มนี้มันถูกวางอยู่ที่บ้านมาซักพักหนึ่งแล้ว ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครหยิบมาอ่าน ทุกคนมองแล้วก็เลยผ่านไป
วันหนึ่งผมกลับมาจากที่ทำงาน ก็เหมือนกับทุกๆวันที่จะกลับมากินข้าวคนเดียว (เพราะคนอื่นกินกันหมดแล้ว) ซึ่งวันนั้นก็ไม่มีใครอยู่บ้านด้วย
ผมเดินไปห้องนั่งเล่นเพื่อดูโทรทัศน์ และก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้
ความอยากรู้ อยากลอง และสงสัยเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และก็พร้อมๆไปกับการหยิบมันขึ้นมาพลิกอ่านทีละหน้า
ผมอ่านมันไปอย่างช้าๆ ด้วยความคิดที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่คิดว่าท่านจะมีอยู่จริง และยิ่งไม่เชื่อในสิ่งที่เป็นอำนาจลึกลับของพระเจ้า แต่ก็ไม่เคยลบหลู่
ผมอ่านไป และคิดอย่างหนักถึงทุกถ้อยคำที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้
"มันกำลังจะบอกอะไร?" และ "อะไรทำให้มันเหมือนมีพลังในการเปลี่ยนชีวิตคน?"
นั่นคือคำถามในใจ
หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็ถูกขัดจังหวะกับการกลับมาของคนที่บ้าน
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วในระดับหนึ่ง ที่ผมจะเข้าใจในความหมายที่หนังสือเล่มนี้สื่อออกมา และมีพลังอะไรที่แฝงอยู่ ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจมัน
สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เขียน เป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่แยลยลที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เป็นหลักที่เข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างมาก
"ความเชื่อ"
นั่นคือสิ่งที่ผมค้นพบ และคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ที่จะผูกเรื่องต่างๆเอาไว้
มันคือ ความเชื่อในตัวพระเจ้า พระวาจาของพระเจ้า และการมีอยู่จริงของพระองค์
ความเชื่อ และมนุษย์เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก
การสารภาพบาป เป็นความเชื่อที่ว่าพระเจ้าสามารถไถ่บาปให้เราได้ทุกคน เพียงคนๆนั้นเชื่อ และยอมรับในตัวพระเจ้า
ผมมองว่ามันเป็นการละทิ้งสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเรา ความผิด ความละอายใจ และความทรงจำที่ขมขื่น
ชีวิตเราคงไม่ดีขึ้น หากเรายังจมอยู่กับอดีต และยังยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เปรียบเหมือนเราไม่มีทางเดินไปได้ไกล หากยังมีโซ่ล่ามเราไว้
มนุษย์ทุกคนสามารถปลดโซ่ได้ เพียงแต่พวกเขามีแรงและกำลังเพียงพอรึเปล่า
หนังสือเล่มนี้เป็นคำตอบที่แสนวิเศษสำหรับบุคคลที่อ่อนกำลัง
ความเชื่อไงล่ะ คือพลัง
(ตอนนี้ดึกแล้ว เขียนต่อไม่ไหว แต่ยังมีเรื่องเขียนอีกนะ ไว้จะหาเวลามาเขียนต่อ และจะกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นอีกครั้งด้วย)
ปล. ผมยังเป็นผู้ชาย ที่นับถือศาสนาพุทธอยู่เต็มตัว แต่ก็ไม่ปิดใจที่จะไม่อ่านหนังสือของศาสนาอื่น ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี ลองเปิดใจอ่านดูนะ