2004/Nov/15

หนังสือเล่มนี้มันถูกวางอยู่ที่บ้านมาซักพักหนึ่งแล้ว ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครหยิบมาอ่าน ทุกคนมองแล้วก็เลยผ่านไป

วันหนึ่งผมกลับมาจากที่ทำงาน ก็เหมือนกับทุกๆวันที่จะกลับมากินข้าวคนเดียว (เพราะคนอื่นกินกันหมดแล้ว) ซึ่งวันนั้นก็ไม่มีใครอยู่บ้านด้วย

ผมเดินไปห้องนั่งเล่นเพื่อดูโทรทัศน์ และก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้

ความอยากรู้ อยากลอง และสงสัยเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และก็พร้อมๆไปกับการหยิบมันขึ้นมาพลิกอ่านทีละหน้า

ผมอ่านมันไปอย่างช้าๆ ด้วยความคิดที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่คิดว่าท่านจะมีอยู่จริง และยิ่งไม่เชื่อในสิ่งที่เป็นอำนาจลึกลับของพระเจ้า แต่ก็ไม่เคยลบหลู่

ผมอ่านไป และคิดอย่างหนักถึงทุกถ้อยคำที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้

"มันกำลังจะบอกอะไร?" และ "อะไรทำให้มันเหมือนมีพลังในการเปลี่ยนชีวิตคน?"

นั่นคือคำถามในใจ

หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็ถูกขัดจังหวะกับการกลับมาของคนที่บ้าน

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วในระดับหนึ่ง ที่ผมจะเข้าใจในความหมายที่หนังสือเล่มนี้สื่อออกมา และมีพลังอะไรที่แฝงอยู่ ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจมัน

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เขียน เป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่แยลยลที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เป็นหลักที่เข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างมาก

"ความเชื่อ"

นั่นคือสิ่งที่ผมค้นพบ และคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ที่จะผูกเรื่องต่างๆเอาไว้

มันคือ ความเชื่อในตัวพระเจ้า พระวาจาของพระเจ้า และการมีอยู่จริงของพระองค์

ความเชื่อ และมนุษย์เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก

การสารภาพบาป เป็นความเชื่อที่ว่าพระเจ้าสามารถไถ่บาปให้เราได้ทุกคน เพียงคนๆนั้นเชื่อ และยอมรับในตัวพระเจ้า

ผมมองว่ามันเป็นการละทิ้งสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเรา ความผิด ความละอายใจ และความทรงจำที่ขมขื่น

ชีวิตเราคงไม่ดีขึ้น หากเรายังจมอยู่กับอดีต และยังยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เปรียบเหมือนเราไม่มีทางเดินไปได้ไกล หากยังมีโซ่ล่ามเราไว้

มนุษย์ทุกคนสามารถปลดโซ่ได้ เพียงแต่พวกเขามีแรงและกำลังเพียงพอรึเปล่า

หนังสือเล่มนี้เป็นคำตอบที่แสนวิเศษสำหรับบุคคลที่อ่อนกำลัง

ความเชื่อไงล่ะ คือพลัง

(ตอนนี้ดึกแล้ว เขียนต่อไม่ไหว แต่ยังมีเรื่องเขียนอีกนะ ไว้จะหาเวลามาเขียนต่อ และจะกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นอีกครั้งด้วย)

ปล. ผมยังเป็นผู้ชาย ที่นับถือศาสนาพุทธอยู่เต็มตัว แต่ก็ไม่ปิดใจที่จะไม่อ่านหนังสือของศาสนาอื่น ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี ลองเปิดใจอ่านดูนะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ศรัทธาหรือความเชื่อ
เป็นสิ่งที่มีพลังจิงๆค่ะ
คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างถ้าเชื่อ
ดูอย่างเหตุการณ์ 9-11
แต่ความเชื่อในศาสนา
เป็นความเชื่อที่มุ่งให้คนเป็นคนดี
(ไม่นับการตีความแบบผิดๆ)
ดังนั้นการเชื่อในสิ่งดี ทำในสิ่งดีจึงเป็นเรื่องที่ดี
แต่ถ้าพูดกันตามศาสนาพุทธ
ใช่ว่าพุทธไม่มีเรื่องศรัทธานะ
แต่ต่างกันที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงบอกว่า
ศรัทธาอยู่ใต้ปัญญา
มีศรัทธาต้องมีปัญญากำกับ
ต้องคิดให้ได้ แล้วจึงเชื่อ
แต่ถ้าถามว่าแล้วทำไม
คนไทยจึงไปนับถือศาสนาคริสต์กันมากขึ้น
ตามความเห็นต้องนะ
เวลาคนเกิดปัญหา
มันจะคิดอะไรไม่ออกหรอก
แต่ถ้ามีใครมาให้ความเชื่อมั่นกับคุณ
ให้หลักยึดเกาะในขณะกำลังเคว้งคว้าง
สามารถสร้างศรัทธาได้
วินาทีนั้นนั่นคือสิ่งที่ช่วยดึงเราขึ้นไป
มันเป็นความรู้สึกที่ดี
ที่หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์นานา
แล้วก้อเป็นธรรมดาที่อยากให้คนอื่นเป็นแบบเรา
หนังสือเล่มที่ว่าเลยออกมา
ต้องว่าจิงๆทุกศาสนาดีหมดแหละ
ก้อเรียนตั้งแต่เด็กว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
เพราะงั้นนับถือศาสนาไรก้อไม่สำคัญหรอก
เป็นคนดีให้ได้
ต้องว่าสำคัญกว่า... เนอะ
^^

เหยยยยย
นี่พร่ามมายาวขนาดนี่เลยเหรอเนี่ย
เหอๆๆ โทดทีพี่นึกว่า blog ตัวเองไปซะแล้ว
555+
#1  by  d ii z e m b e r* At 2004-11-15 23:39, 
พลังแห่งชีวิตรึเป่าอ้ะ?
#2  by  \=+=[~MasKoto~]=+=/ At 2004-11-16 00:18, 
เหอๆ comment ยาวจริงๆ

ก็เป็นความจริงที่ศาสนาพุทธก็มีเรื่องศรัทธา ... แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ศึกษาจนเกิดศรัทธา ... แต่กับศาสนาคริสต์ ... เหมือนกับให้เกิดความเชื่อเสียก่อน ... แล้วจึงศึกษา ... (เป็นความเข้าใจส่วนตัว อาจจะผิดก็ได้นะ)

แต่ปลายทางของทั้งสองศาสนา อาจเขียนไม่เหมือนกัน แต่มันก็คือจุดที่เราจะเป็นคนดี ... (แต่ในทางศาสนาพุทธอาจจะมีไกลกว่านั้นคือการหลุดพ้นหรือนิพพาน)

ปล. หนังสือพลังแห่งชีวิตครับ
#3  by  muzica At 2004-11-16 09:36, 
เปนคนนับถือศาสนา พิสตร์ล่ะ
(พุทธ ผสมคริสต์ เรยเปนพิษ เอ๊ย พิสตร์)
ไม่ใช่พิสดารนะ~!!! อิอิ
#4  by  \=+=[~MasKoto~]=+=/ At 2004-11-16 21:00, 

<< Home